ไขข้อสงสัยขั้นตอนการประเมินการรักษาโดยหมอออทิสติก ใช้เวลานานไหม

หมอออทิสติก

การสังเกตพัฒนาการของลูกเป็นเรื่องที่พ่อแม่ให้ความสำคัญมาก หากเริ่มรู้สึกว่าลูกมีพฤติกรรมหรือพัฒนาการที่แตกต่างจากเด็กวัยเดียวกัน เช่น ไม่สบตา พูดช้า หรือไม่ตอบสนองต่อการเรียกชื่อ ความกังวลก็อาจเกิดขึ้นได้ทันที หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยคือ หากพาลูกไปพบหมอออทิสติกหรือทีมผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินภาวะออทิสติก จะต้องผ่านขั้นตอนอะไรบ้าง และใช้เวลานานแค่ไหน  บทความนี้จะช่วยอธิบายทุกขั้นตอนอย่างชัดเจน เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจและเตรียมตัวได้เป็นอย่างดี ทำความเข้าใจขั้นตอนประเมินโดยหมอออทิสติกเริ่มต้นอย่างไร การพาลูกไปพบหมอออทิสติกไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่กลับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการช่วยให้เด็กได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม โดยขั้นตอนการประเมินจะถูกออกแบบให้ครอบคลุมทั้งพฤติกรรม การสื่อสาร และพัฒนาการโดยรวมของเด็ก 1. การซักประวัติจากผู้ปกครอง   การซักประวัติจากผู้ปกครองเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ หมอจะสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กตั้งแต่เล็ก เช่น การเริ่มพูด การเล่น การเข้าสังคม รวมถึงพฤติกรรมที่พ่อแม่กังวล ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เห็นภาพรวมและวางแผนการประเมินได้ตรงจุด 2. การสังเกตพฤติกรรมของเด็ก หมอจะดูว่าลูกมีการตอบสนองต่อสิ่งรอบตัวอย่างไร เช่น การสบตา การเล่นกับของเล่น หรือการโต้ตอบกับผู้อื่น ขั้นตอนนี้มักทำในบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ เพื่อให้เด็กแสดงพฤติกรรมจริงออกมาให้เห็น 3. การใช้แบบทดสอบมาตรฐาน การใช้เครื่องมือประเมินมาตรฐานอาจเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่ช่วยประกอบการประเมิน โดยผู้เชี่ยวชาญอาจเลือกใช้แบบประเมินหรือการสังเกตที่เหมาะกับช่วงวัยและลักษณะปัญหาของเด็ก เพื่อประเมินด้านการสื่อสาร พฤติกรรม และทักษะทางสังคมให้รอบด้านมากขึ้น ระยะเวลาที่หมอออทิสติกใช้ในการประเมิน นานแค่ไหนกันแน่ หลายครอบครัวกังวลว่าการประเมินโดยหมอออทิสติกจะใช้เวลานานและยุ่งยาก แต่ในความเป็นจริง ระยะเวลาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย และสามารถยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสมของเด็กแต่ละคน ระยะเวลาต่อครั้งในการพบแพทย์ ระยะเวลาในการประเมินแต่ละครั้งอาจแตกต่างกันไปตามสถานพยาบาล อายุของเด็ก …

สิ่งที่ผู้ปกครองต้องระวัง เมื่อส่งลูกน้อยไปโรงเรียน

ส่งลูกน้อยไปโรงเรียน

เปิดเทอมมาถึงแล้ว เชื่อว่าเหล่าผู้ปกครองก็คงจะตื่นเต้นไม่แพ้เด็ก ๆ เลย เพราะเปิดเทอมเป็นช่วงเวลาที่เด็ก ๆ จะได้ออกไปใช้เวลาเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ภายนอกบ้าน และได้พบเจอกับเพื่อนใหม่ ได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ และอีกมากมายที่รอพวกเขาอยู่ในช่วงเวลาเปิดเทอมแบบนี้ แต่อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่าโลกภายนอกนั้นมีสิ่งที่คาดไม่ถึงอยู่มากมาย นอกจากสิ่งที่น่าสนใจแล้ว ก็ยังมีสิ่งอันตรายที่อาจเข้ามาทำร้ายเด็ก ๆ ได้ เพราะฉะนั้น ผู้ปกครองต้องทราบถึงความเสี่ยงเหล่านี้ และเตรียมการรับมือเพื่อไม่ให้เด็ก ๆ ต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ สิ่งที่ควรระวัง เมื่อเด็ก ๆ เปิดเทอม ช่วงเปิดภาคเรียนตรงกับช่วงฤดูฝนพอดี อย่างที่รู้กันว่าการเปียกฝนทำให้เจ็บป่วยได้ โดยเฉพาะกับเด็กวัยอนุบาล อายุต่ำกว่า 6 ขวบ เพราะมีภูมิต้านทานน้อยกว่าผู้ใหญ่ จึงเป็นวัยที่ป่วยง่ายเมื่อต้องเจอกับเชื้อโรค อาการป่วยที่พบได้บ่อยคือ โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ดังนั้น ควรเตรียมอุปกรณ์กันฝนให้กับเด็ก ๆ พร้อมสอนวิธีการใช้ เช่น การใส่เสื้อกันฝน การกางร่ม รวมถึงระวังอย่าให้เด็กออกมาเล่นน้ำฝนด้วย หากเด็กออกมาเล่นน้ำฝนหรือตากฝน ให้รีบอาบน้ำสระผมและเป่าให้แห้งโดยเร็ว อย่าให้ตัวเปียกชื้นเป็นเวลานาน ต่อเนื่องมาจากข้อที่แล้ว ก็คือการที่เด็ก ๆ เปิดเทอมและไปโรงเรียนในช่วงหน้าฝนแบบนี้ ช่วงหน้าฝนก็จะมีความชื้นและอุณหภูมิที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ …

5 เหตุผลที่ควรพาลูกไปพบหมอฟันเด็ก

หมอฟันเด็ก

                เมื่อลูกน้อยปวดฟัน เจ็บเหงือก หรือมีปัญหาในช่องปาก สิ่งที่พ่อแม่ควรทำคือ อย่าพาไปคลินิกทำฟันไหนก็ได้ แต่ควรพาไปพบหมอฟันเด็กโดยตรง เพราะไม่ใช่ทุกที่ที่จะดูแลรักษาฟันของเด็กได้ตรงจุด                 บทความนี้จะพาไปเจาะลึก 5 เหตุผล ว่าทำไม…ถึงควรพาลูกไปพบหมอฟันเด็กเท่านั้น 1. หมอฟันเด็กสำเร็จการศึกษามาเฉพาะทางด้านฟันเด็ก คนที่จะมาเป็นหมอฟันเด็ก หรือทันตแพทย์เด็กได้นั้น คือบัณฑิตที่เรียนจบจากหลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต และมีการไปเรียนต่อเฉพาะทางด้านทันตกรรมสำหรับเด็ก จึงทำให้มีความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถในการตรวจ วินิจฉัย รวมถึงการดูแลรักษาโรคในช่องปากและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงสามารถดูแลรักษาฟันและปัญหาช่องปากของลูกน้อยได้อย่างเหมาะสม เมื่อเทียบกับหมอฟันทั่วไป ที่อาจคุ้นเคยกับสรีระของผู้ใหญ่มากกว่า 2. หมอฟันเด็กมีประสบการณ์การทำงานเป็นเวลานาน นอกจากนั้น ก่อนจะมาเป็นหมอฟันเด็กมืออาชีพ หมอฟันจะมีการฝึกประสบการณ์ในการทำฟันมาตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรีช่วงชั้นปีที่ 4 ไปจนถึงปีที่ 6 โดยเริ่มจากการรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านทันตกรรมเบื้องต้นตามคลินิก และฝึกปฏิบัติงานภาคสนามทางทันตกรรมชุมชน ตลอดจนการฝึกฝนฝีมือในช่วงเรียนต่อเฉพาะทาง ที่ต้องฝึกฝนกับเคสผู้ป่วยเด็กในรูปแบบต่างๆ มานับครั้งไม่ถ้วน จึงทำให้มีทักษะการทำงานที่พร้อมดูแลเด็กๆ เป็นอย่างดี 3. หมอฟันเด็กมีหลักจิตวิทยาในการพูดคุยเพื่อไม่ให้เด็กกลัวการทำฟัน             ในหลักสูตรการเรียนของหมอฟันเด็ก หมอฟันเด็กทุกคนจะได้เรียนรู้วิชาจิตวิทยาสำหรับเด็กด้วย เพราะเด็กเป็นวัยที่มักจะกลัวสิ่งแปลกปลอม และกลัวคนแปลกหน้าได้ง่าย โดยเฉพาะกับหมอฟันที่มักจะทำให้เขารู้สึกเจ็บได้ง่ายๆ คนเป็นหมอฟันเด็กจึงจะมีทักษะพิเศษที่สามารถพูดคุยให้เด็กใจเย็น ไม่กลัวการพบหมอ และไม่ต่อต้านการดูแลรักษาได้ 4. หมอฟันเด็กสื่อสารกับผู้ปกครองได้อย่างเข้าใจและตรงจุด …

รู้หรือไม่ ภาวะเด็กตาเหล่มีผลกระทบอย่างไรต่อการพัฒนาการมองเห็น

เด็กตาเหล่

                ภาวะเด็กตาเหล่คืออาการที่ตาดำไม่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม อย่างเช่นเวลามองตรงโดยปกติตาดำจะอยู่ระหว่างกลางตาขาว แต่ในสภาวะนี้ตาดำจะอยู่ผิดจากตำแหน่งโดยธรรมชาติ โดยตาดำมีการเบนออกข้างใดข้างหนึ่งหรือเบนเข้าหากันทั้งสองข้าง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อบุคลิกภาพภายนอกได้ และยังส่งผลต่อการมองเห็นของผู้ที่มีภาวะตาเหล่เองด้วย อาการตาเหล่อาจไม่ได้ส่งผลกระทบที่ร้ายแรงถึงแก่ชีวิต แต่ก็สามารถสร้างความกังวลใจและความรำคาญได้ เนื่องจากการมองที่มีปัญหาในการโฟกัสสิ่งตรงหน้า บางกรณีต้องปิดตาข้างใดข้างหนึ่งเพื่อให้อีกข้างสามารถโฟกัสได้ถูกจุด เป็นต้น   ภาวะเด็กตาเหล่ มีสาเหตุและปัจจัยใดบ้างที่ทำให้เกิดอาการตาเหล่หรือตาเขในเด็ก ภาวะกลุ่มนี้หรืออาการตาเหล่ยังไม่ได้รับการยืนยันถึงสาเหตุที่แน่ชัด เนื่องจากยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่าแท้จริงแล้วอาการนี้เกิดจากอะไร ซึ่งผู้ที่มีอาการนี้ก็มีสาเหตุที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัยด้วยเช่นกัน ผลกระทบของภาวะเด็กตาเหล่มีผลอย่างไรต่อการพัฒนาการมองเห็น เด็กตาเหล่มักมีการใช้งานดวงตาทั้งสองข้างไม่เท่ากัน มีการใช้งานดวงตาข้างใดข้างหนึ่งมากกว่า จนส่งผลให้เกิดเป็นอาการตาขี้เกียจและเมื่อไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องทันเวลาเด็กอาจสูญเสียการมองเห็นได้ ให้รีบสังเกตว่าเด็กมีภาวะตาขี้เกียจหรือไม่ และทำการรักษาก่อนช่วงอายุ 7 ขวบ เพราะหากรักษาหลังจากนั้นอาจได้ผลช้าลง หรืออาจสูญเสียการมองเห็นอย่างชัดเจนไปอย่างถาวร ข้อควรสังเกตภาวะเด็กตาเหล่และวิธีการรักษา ภาวะเด็กตาเหล่ อาจจะไม่มีอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่อันตรายต่อการมองเห็น เป็นภาวะที่เกิดขึ้นแล้วพ่อแม่ต้องรีบสังเกตอาการและพฤติกรรมต่าง ๆ ของเด็กอย่างใกล้ชิด หากเด็กเริ่มมีภาวะต่าง ๆ ที่กล่าวไป ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่แน่ชัด และหากว่าเป็นก็จะได้รักษาได้เสียตั้งแต่เนิ่น ๆ

เคล็ด (ไม่) ลับ “เพิ่มส่วนสูง” ฉบับทำได้จริง

เพิ่มส่วนสูง

ทุกวันนี้มีคนออกมาแชร์เคล็ดลับเพิ่มส่วนสูงกันมากมายบนโลกออนไลน์ แต่รู้หรือไม่? จากเคล็ดลับนับร้อยที่แชร์กัน มีเพียงไม่กี่วิธีเท่านั้นที่สามารถทำได้จริง โดยไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพกาย และสภาพใจของเด็กๆ  อยากรู้ไหมว่ามีวิธีอะไรบ้าง… ถ้าอยากรู้ ก็ตามมาดูกันเลย ปัจจัยหลักที่ทำให้ตัวไม่สูง ก่อนจะไปดูกันว่ามีเคล็ดไม่ลับเพิ่มส่วนสูงแบบไหนบ้างที่น่าสนใจ เราชวนพ่อแม่ ผู้ปกครอง มาทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่ทำเด็กๆ ไม่สูง จากปัจจัยต่างๆ ที่ได้พูดถึงไป เราสามารถสรุปออกมาเป็นเคล็ด (ไม่ลับ) เพิ่มส่วนสูง ได้ดังนี้ 1. เพิ่มส่วนสูงด้วยการพักผ่อนเพียงพอ อย่างแรกที่ควรทำ คือ การให้เด็กนอนหลับพักผ่อนประมาณ 8-9 ชั่วโมงต่อวัน และนอนก่อน 22:00 น. เพื่อให้โกรทฮอร์โมนทำหน้าที่เพิ่มส่วนสูงได้อย่างเต็มที่ที่สุด 2. เพิ่มส่วนสูงด้วยอาหารครบ 5 หมู่ ดูแลให้ลูกกินอาหารมีประโยชน์ครบ 5 หมู่ทุกวัน วันละ 3 มื้อ ตรงเวลา เช้า กลางวัน เย็น เพื่อให้ร่างกายมีโปรตีน แคลเซียม ไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุ เพียงพอกับการนำไปใช้เพิ่มส่วนสูง 3. เพิ่มส่วนสูงด้วยการออกกำลังกาย ชวนเด็กๆ …

เข้าใจรักษาออทิสติกล้มล้างความเชื่อผิด ๆสู่ความรู้ที่ถูกต้อง

รักษาออทิสติก

                โรคออทิสติกเป็นโรคที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวของเรา โรคนี้เป็นโรคที่ละเอียดอ่อน และต้องใช้เวลาในการรักษา ที่สำคัญคนในครอบครัวต้องมีความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรค และเอาใจใส่ต่อการรักษาอย่างจริงจัง ซึ่งการรักษาออทิสติกในปัจจุบันนี้มีความก้าวหน้ามากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก และผลการรักษาก็ออกมาเป็นที่น่าพอใจเช่นเดียวกัน เข้าใจและเรียนรู้เรื่องออทิสติกเพื่อการรักษาออทิสติกที่ถูกวิธี                 ออทิสติกเป็นโรคที่เกิดความผิดปกติกับร่างกายทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการสื่อสาร ด้านการเข้าสังคม และด้านการเล่น โดยเด็กที่เป็นโรคนี้จะเกิดปัญหาต่าง ๆ เช่น พูดช้า หรือพูดภาษาแปลก ๆ ทำตามคำสั่งง่าย ๆ ไม่ได้ ปรับตัวยาก พูดไม่สบตา ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ชอบเล่นคนเดียว ไม่เข้ากลุ่มกับเพื่อน บางครั้งอาจมีพฤติกรรมก้าวร้าว หรือชอบส่งเสียงกรี๊ด โรคนี้เกิดจากภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ และพันธุกรรม การรักษาออทิสติกที่ถูกวิธีจะต้องรักษาตั้งแต่แรกเริ่มเพื่อให้ได้ผลที่ดี และต้องรักษาอย่างต่อเนื่องด้วย ซึ่งการที่จะรู้ว่าลูกของเราเป็นโรคนี้หรือไม่นั้นต้องใช้การวินิจฉัยทางการแพทย์เท่านั้น การรักษาออทิสติกอย่างถูกวิธีเพื่อชีวิตที่ดี แม้ว่าโรคออทิสติกจะเป็นโรคที่เราไม่สามารถป้องกันได้ แต่เราสามารถรักษาและบำบัดอาการให้ดีขึ้นได้ เพียงแค่เรายอมรับ และให้ความสำคัญกับการรักษาออทิสติกอย่างถูกวิธี โดยพ่อแม่ หรือผู้ปกครองต้องเป็นแกนหลักในการเข้าใจโรค และรักษาอย่างจริงจัง และต่อเนื่องด้วยความเอาใจใส่ เพื่อให้พัฒนาการของลูกน้อยกลับมาเจริญเติบโตได้ทัดเทียมกับภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

ควรเลือกของเล่นเสริมทักษะอย่างไร เพื่อให้เด็กมีพฒนาการที่ดี

ของเล่นเสริมทักษะ

ของเล่นเสริมทักษะ คือ ส่งที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาการของเด็กให้มีการพัฒนาไปพร้อมกับความสนุกสนานเพลิดเพลิน เพราะไม่เพียงแต่จะทำให้เด็กมีความสุขกับการได้เล่นของเล่น แต่ยังช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ไปในตัวอีกด้วย ของเล่นที่ดีต่อเด็กจะส่งผลดีต่อพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ซึ่งสามารถแบ่งประเภทได้ดังนี้ 1. ของเล่นเสริมสร้างทักษะการคิด ของเล่นบล็อก: ช่วยให้เด็กฝึกฝนการวางแผน การแก้ปัญหา การคิดวิเคราะห์ และความคิดสร้างสรรค์ ของเล่นต่อตัวต่อ: ฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ การวางแผน การแก้ปัญหา และความอดทน ปริศนา: ฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ การสังเกต การหาความสัมพันธ์ และความอดทน เกมกระดาน: ฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ การวางแผน การแก้ปัญหา การตัดสินใจ การรอคอย และการทำงานเป็นทีม 2. ของเล่นเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียน หนังสือ: ช่วยให้เด็กเรียนรู้คำศัพท์ เรื่องราวต่างๆ ฝึกทักษะการอ่าน การเขียน และจินตนาการ บัตรภาพ: ช่วยให้เด็กเรียนรู้คำศัพท์ ฝึกทักษะการจำ และจินตนาการ ของเล่นตัวอักษร: ช่วยให้เด็กเรียนรู้ตัวอักษร ฝึกทักษะการอ่าน การเขียน และการสะกดคำ 3. ของเล่นเสริมสร้างทักษะการใช้กล้ามเนื้อ ของเล่นสำหรับเล่นกลางแจ้ง: เช่น …

ข้อดีของเครื่องปั้มนมเด็กสำหรับคุณแม่ลูกอ่อนยุคใหม่

เครื่องปั้มนม

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่คุณแม่สามารถมอบให้ลูกได้ นมแม่อุดมไปด้วยสารอาหารจำเป็น คือเหล่าสารต้านอนุมูลอิสระช่วยสร้างการเจริญเติบโตและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แก่ลูกน้อย อย่างไรก็ตาม หลายคนประสบปัญหาในการหลั่งน้ำนม ซึ่งเครื่องปั้มนมมีบทบาทสำคัญในการช่วยแก้ไขปัญหานี้ ด้วยข้อดีมากมายของเครื่องปั้มนม จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมผลิตภัณฑ์ชนิดนี้จึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในหมู่คุณแม่ยุคใหม่ ข้อดีของเครื่องปั้มนม อีกทั้งยังพบว่าการใช้เครื่องปั้มนมมีแนวโน้มที่จะทำให้ระยะเวลาในการให้นมบุตรยาวนานกว่าคุณแม่ที่ให้นมลูกตามปกติอีกด้วย เนื่องจากกระบวนการปั้มนมจะกระตุ้นการผลิตนมในร่างกายอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เครื่องปั้มนมได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อชีวิตคุณแม่และลูกน้อยอย่างมาก ด้วยข้อดีการช่วยให้คุณแม่สามารถผลิตและจัดเก็บนมได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น เครื่องปั้มนมจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่คุณแม่ลูกอ่อนในยุคสมัยใหม่

ลูกน้อยไม่ออกจากหน้าจอโทรศัพท์ มีวิธีแก้อย่างไรบ้าง

ต้องยอมรับเลยว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีต่าง ๆ มีผลต่อการใช้ชีวิตของเราทุกคนเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น วันผู้ใหญ่ หรือวัยเด็ก ล้วนเข้าถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย แต่การเข้าถึงได้ง่ายก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะเด็กส่วนใหญ่เริ่มไม่สนใจทำกิจกรรมอื่น ๆ นอกจากการเล่นโทรศัพท์มือถือและหมกตัวอยู่แต่ในห้อง ยิ่งเด็กในวัย 1-3 ปี เมื่อดูการ์ตูนเป็นก็เริ่มติดหน้าจอมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งในส่วนนี้ถือเป็นผลเสียอย่างมาก ทั้งในเรื่องของสมาธิที่สั้นลง ปัญหาในด้านสายตา รวมทั้งในเรื่องอารมณ์ และความรู้สึกต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน โทรศัพท์มือถือ ภัยร้ายใกล้ตัวสำหรับเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในปัจจุบันเด็กทุกคนเล่นโทรศัพท์มือถือเป็นเร็วกว่าพ่อแม่บางคนเลยก็ว่าได้ เพราะโทรศัพท์มือถือไม่ได้มีไว้เพียงโทรเข้าโทรออกอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังสามารถให้ความบันเทิงในด้านอื่น ๆ ได้อีกมากมาย หากบ้านไหนให้ลูกใช้โทรศัพท์เพื่อการเรียนรู้ หรือหาข้อมูลต่าง ๆ ก็สามารถทำให้เกิดความรู้ได้มากขึ้นกว่าเดิม แต่หากบ้านไหนไม่สนใจและเลี้ยงลูกด้วยโทรศัพท์ จะส่งผลเสียในด้านต่าง ๆ อย่างมากมาย เรียกได้ว่าเป็นอุปกรณ์ที่สร้างข้อดีและข้อเสียได้พร้อม ๆ กัน ทำอย่างไรให้ลูกออกห่างจากหน้าจอได้มากที่สุด หากเด็กบ้านไหนติดหน้าจอมาก ๆ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาคิดไม่ตกของพ่อแม่เลยก็ว่าได้ เพราะหากลูกเล่นโทรศัพท์เพื่อหาข้อมูลที่เป็นความรู้ จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการและความรู้ได้ดีที่สุด แต่หากเด็กเล่นเกม หรือดูการ์ตูน นอกจากจะไม่ส่งเสริมความรู้ความสามารถแล้ว ยังส่งผลเสียต่อร่างกาย อารมณ์ หรือความรู้สึกอีกด้วย ทางที่ดีควรให้ลูกเล่นโทรศัพท์มือถือเมื่อถึงวัยที่เหมาะสมจะดีที่สุด …

แนะนำกิจกรรมสำหรับการฝึกฝนสมาธิให้แก่ลูกน้อย ควรทำกิจกรรมประเภทใดบ้าง?

การฝึกฝนสมาธิให้แก่ลูกน้อย

ในปัจจุบันจะเห็นได้ชัดเลยว่า เด็กส่วนใหญ่จะมีสมาธิที่สั้นลงอย่างเห็นได้ชัด และไม่สามารถทำอะไรนาน ๆ ได้ สำหรับบ้านไหนที่มีเด็กย่างเข้าสู่วัย 2 ขวบเป็นต้อนไป ควรเลือกหากิจกรรมทำกับลูกน้อย เพราะเด็กในช่วงวัยนี้จะอยากเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวมากยิ่งขึ้น หากพ่อแม่ไม่ให้ความร่วมมือ หรือไม่ทำกิจกรรมร่วมกับลูกน้อย และปล่อยให้เด็กอยู่กับหน้าจอมากเกินไป จะส่งผลต่อความสามารถ และพัฒนาการทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และการเข้าสังคมของเด็กด้วยเช่นกัน ลูกสมาธิสั้น ติดหน้าจอมากเกินไปทำอย่างไรดี? เชื่อว่าหลาย ๆ บ้านจะต้องประสบปัญหาลูกสมาธิสั้น หรือติดหน้าจอมากเกินไปอย่างแน่นอน เพราะพ่อแม่บางบ้านไม่สามารถอยู่กับลูกได้ตลอดเวลา ทั้งนี้การแก้ปัญหาที่ดีที่สุด คือ หากิจกรรมอื่น ๆ มาทำร่วมกับเด็ก เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจได้มากที่สุด โดยกิจกรรมต่าง ๆ ควรเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมได้ทั้งด้านของร่างกาย ความคิด และสติปัญหา เพื่อช่วยให้เด็กเสริมสร้างพัฒนาการในทุกด้านได้ดีขึ้นกว่าเดิม แนะนำกิจกรรมที่จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการ และฝึกสมาธิได้ดีที่สุด ต้องบอกเลยว่ากิจกรรมที่พ่อแม่สามารถทำร่วมกับลูกได้นั้น มีกิจกรรมให้เลือกมากมาย และกิจกรรมต่าง ๆ ล้วนส่งเสริมพัฒนาการให้แก่เด็กได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็น พัฒนาการทางด้านร่างกาย ความคิด การเคลื่อนไหว และพัฒนาการในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ที่รับรองได้เลยว่าจะช่วยให้เด็กมีสมาธิ และเติบโตได้อย่างมีคุณภาพแน่นอน …