ไขข้อสงสัย บูสเตอร์ซีทสำคัญกับลูกของเราหรือไม่?

Booster seats are important for your child.

โดยปกติแล้วการนั่งรถยนต์ของเด็กเล็ก จำเป็นต้องใช้คาร์ซีท เนื่องจากเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์เพิ่มความปลอดภัยให้แก่ลูกน้อย แต่หากลูกของเราเริ่มโตขึ้นมาบ้างแล้ว การนั่งคาร์ซีทจะไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่นัก เพราะอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยบนรถยนต์ของเด็กโต คือ บูสเตอร์ซีทนั่นเอง ที่จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญที่พ่อแม่ทุกคนไม่ควรมองข้าม เพราะฉะนั้นวันนี้จะพาพ่อแม่ทุกคนไปรู้จักกับบูสเตอร์ซีทกันเลย ไขข้อสงสัยบูสเตอร์ซีทคืออะไร จำเป็นต้องใช้งานหรือไม่ บูศเตอร์ซีท จะเป็นเบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็กโจ ที่ใช้ภายในรถยนต์ โดยจะถือเป็นคาร์ซีทอีกหนึ่งประเภท เพียงแต่ออกแบบมาเพื่อเด็กที่มีอายุ 3.5-12 ปีโดยเฉพาะ เนื่องจากเด็กในวัยนี้จะเริ่มมีพัฒนาการทางด้านร่างกายที่เติบโตขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้เด็กมีรูปร่างที่เปลี่ยนไป จนไม่สามารถนั่งคาร์ซีทได้นั่นเอง โดยบูสเตอร์ซีทจะเป็นเบาะนั่งช่วยพยุงตัวเด็ก ให้ดูสูงพอดีกับเข็มขัดนิรภัยบนตักและไหล่ของลูก ดังนั้นจะเป็นทางเลือกเสริมความปลอดภัยที่พ่อแม่ทุกคนไม่ควรมองข้าม ควรให้ลูกใช้บูสเตอร์ซีทเมื่อไหร่ ถือเป็จข้อสงสัยของพ่อแม่หลาย ๆ คนเลยก็ว่าได้ ว่าลูกของเราสามารถเปลี่ยนมาใช้บูสเตอร์ซีทได้เมื่อไหร่ ซึ่งหากลูกมีอายุตั้งแต่ 3.5 ปีขึ้นไปจนถึง 12 ปี หรือมีน้ำหนักประมาณ 15-36 กิโลกรัม และส่วนสูง 100-145 เซนติเมตร โดยควรพิจารณาจากส่วนสูงและน้ำหนักเป็นหลัก เพราะน้ำหนักจะมีผลหากเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้นลูกจะต้องมีน้ำหนักและส่วนสูงที่มากเพียงพอต่อการใช้งานนั่นเอง ใช้บูสเตอร์ซีทอย่างไร ให้ปลอดภัยขึ้นกว่าเดิม นอกจากการเลือกใช้บูสเตอร์ซีทแล้ว เคล็ดลับการใช้งานบูสเตอร์ซีทให้เหมาะสม จะเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนไม่ควรมองข้าม เพราะจะเป็นตัวช่วยเสริมความปลอดภัยให้แก่เด็กได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นไปดูเคล็ดลับการใช้งานอย่างไรให้เหมาะสมกันเลย แม้ว่าลูกของเราจะเริ่มโตแล้ว แต่ยังจำเป็นต้องใช้บูสเตอร์ซีททุกครั้งเมื่อนั่งรถยนต์ จนกว่าร่างกายของลูกจะเติบโตพอที่จะรัดเข็มขัดนิรภัยเพียงอย่างเดียว เพราะการเลือกใช้งานบูสเตอร์ซีทสำหรับเด็ก …

อย่าปล่อยลูกคลาดสายตา มีอันตรายถึงชีวิต!

Never let your child out of your sight—it could be life-threatening!

การมีลูกน้อยถือเป็นเรื่องท้าทายในชีวิตเป็นอย่างมาก ยิ่งบ้านไหนที่มีลูกน้อยวัยกำลังซนด้วยแล้ว พ่อแม่ควรดูแลลูกอย่างใกล้ชิด หากพ่อแม่ไม่มีเวลาว่างมากเพียงพอ อาจจะต้องพึ่งพี่เลี้ยง เพราะอุบัติเหตุมักจะเกิดขึ้นได้เสมอ เพียงคลาดสายตาแค่วินาทีเดียว ก็ก่อให้เกิดความอันตรายถึงชีวิตได้นั่นเอง ดังนั้นพ่อแม่ที่มีลูกวัยกำลังซน จำเป็นต้องมีเวลาอยู่กับลูกมากยิ่งขึ้น แม้ว่าลูกจะสามารถสื่อสารได้ หรือทำอะไรได้ด้วยตัวเองบ้างแล้ว แต่ก็ควรอยู่กับลูกอย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นตัวช่วยป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้นั่นเอง ปล่อยให้ลูกอยู่ตามลำพัง มีความอันตรายจริงหรือไม่ พ่อแม่บางคนไม่ค่อยให้ความสำคัญในเรื่องความอันตรายของเด็กเท่าไหร่นัก เพราะบางคนอาจจะคิดว่าลูกช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว หรือลูกสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเองแล้ว แต่อย่างไรก็ดีเด็กที่อยู่ในวัยกำลังซน ไม่ว่าจะเดิน นั่ง วิ่งเล่น หรือแม้แต่การนอนหลับ ก็ก่อให้เกิดความอันตรายได้ทั้งสิ้น ดังนั้นพ่อแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกคลาดสายตา เพื่อเป็นตัวช่วยป้องกันการเกิดอันตรายได้มากที่สุด ปล่อยลูกให้คลาดสายตา ก่อให้เกิดความเสี่ยงในด้านใดบ้าง? ความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ถือว่าเป็นความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ทุกวินาทีเลยทีเดียว และไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ก็เกิดความเสี่ยงได้ทั้งสิ้น ดังนั้นไปดูกันเลยว่า ความเสี่ยงหากเราปล่อยลูกคลาดสายตา จะมีความเสี่ยงในด้านใดบ้าง การเลี้ยงเด็กพ่อแม่จำเป็นต้องอยู่กับลูกตลอดเวลา และไม่ปล่อยลูกให้คลาดสายตาแม้แต่วินาทีเดียว เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นตอนไหน หากเราไม่ป้องกันเอาไว้ก่อน อาจจะก่อให้เกิดความอันตรายถึงชีวิตได้เลยทีเดียว

เข้าใจรักษาออทิสติกล้มล้างความเชื่อผิด ๆสู่ความรู้ที่ถูกต้อง

รักษาออทิสติก

                โรคออทิสติกเป็นโรคที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวของเรา โรคนี้เป็นโรคที่ละเอียดอ่อน และต้องใช้เวลาในการรักษา ที่สำคัญคนในครอบครัวต้องมีความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรค และเอาใจใส่ต่อการรักษาอย่างจริงจัง ซึ่งการรักษาออทิสติกในปัจจุบันนี้มีความก้าวหน้ามากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก และผลการรักษาก็ออกมาเป็นที่น่าพอใจเช่นเดียวกัน เข้าใจและเรียนรู้เรื่องออทิสติกเพื่อการรักษาออทิสติกที่ถูกวิธี                 ออทิสติกเป็นโรคที่เกิดความผิดปกติกับร่างกายทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการสื่อสาร ด้านการเข้าสังคม และด้านการเล่น โดยเด็กที่เป็นโรคนี้จะเกิดปัญหาต่าง ๆ เช่น พูดช้า หรือพูดภาษาแปลก ๆ ทำตามคำสั่งง่าย ๆ ไม่ได้ ปรับตัวยาก พูดไม่สบตา ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ชอบเล่นคนเดียว ไม่เข้ากลุ่มกับเพื่อน บางครั้งอาจมีพฤติกรรมก้าวร้าว หรือชอบส่งเสียงกรี๊ด โรคนี้เกิดจากภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ และพันธุกรรม การรักษาออทิสติกที่ถูกวิธีจะต้องรักษาตั้งแต่แรกเริ่มเพื่อให้ได้ผลที่ดี และต้องรักษาอย่างต่อเนื่องด้วย ซึ่งการที่จะรู้ว่าลูกของเราเป็นโรคนี้หรือไม่นั้นต้องใช้การวินิจฉัยทางการแพทย์เท่านั้น การรักษาออทิสติกอย่างถูกวิธีเพื่อชีวิตที่ดี แม้ว่าโรคออทิสติกจะเป็นโรคที่เราไม่สามารถป้องกันได้ แต่เราสามารถรักษาและบำบัดอาการให้ดีขึ้นได้ เพียงแค่เรายอมรับ และให้ความสำคัญกับการรักษาออทิสติกอย่างถูกวิธี โดยพ่อแม่ หรือผู้ปกครองต้องเป็นแกนหลักในการเข้าใจโรค และรักษาอย่างจริงจัง และต่อเนื่องด้วยความเอาใจใส่ เพื่อให้พัฒนาการของลูกน้อยกลับมาเจริญเติบโตได้ทัดเทียมกับภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

ลูกน้อยไม่ออกจากหน้าจอโทรศัพท์ มีวิธีแก้อย่างไรบ้าง

ต้องยอมรับเลยว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีต่าง ๆ มีผลต่อการใช้ชีวิตของเราทุกคนเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น วันผู้ใหญ่ หรือวัยเด็ก ล้วนเข้าถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย แต่การเข้าถึงได้ง่ายก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะเด็กส่วนใหญ่เริ่มไม่สนใจทำกิจกรรมอื่น ๆ นอกจากการเล่นโทรศัพท์มือถือและหมกตัวอยู่แต่ในห้อง ยิ่งเด็กในวัย 1-3 ปี เมื่อดูการ์ตูนเป็นก็เริ่มติดหน้าจอมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งในส่วนนี้ถือเป็นผลเสียอย่างมาก ทั้งในเรื่องของสมาธิที่สั้นลง ปัญหาในด้านสายตา รวมทั้งในเรื่องอารมณ์ และความรู้สึกต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน โทรศัพท์มือถือ ภัยร้ายใกล้ตัวสำหรับเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในปัจจุบันเด็กทุกคนเล่นโทรศัพท์มือถือเป็นเร็วกว่าพ่อแม่บางคนเลยก็ว่าได้ เพราะโทรศัพท์มือถือไม่ได้มีไว้เพียงโทรเข้าโทรออกอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังสามารถให้ความบันเทิงในด้านอื่น ๆ ได้อีกมากมาย หากบ้านไหนให้ลูกใช้โทรศัพท์เพื่อการเรียนรู้ หรือหาข้อมูลต่าง ๆ ก็สามารถทำให้เกิดความรู้ได้มากขึ้นกว่าเดิม แต่หากบ้านไหนไม่สนใจและเลี้ยงลูกด้วยโทรศัพท์ จะส่งผลเสียในด้านต่าง ๆ อย่างมากมาย เรียกได้ว่าเป็นอุปกรณ์ที่สร้างข้อดีและข้อเสียได้พร้อม ๆ กัน ทำอย่างไรให้ลูกออกห่างจากหน้าจอได้มากที่สุด หากเด็กบ้านไหนติดหน้าจอมาก ๆ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาคิดไม่ตกของพ่อแม่เลยก็ว่าได้ เพราะหากลูกเล่นโทรศัพท์เพื่อหาข้อมูลที่เป็นความรู้ จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการและความรู้ได้ดีที่สุด แต่หากเด็กเล่นเกม หรือดูการ์ตูน นอกจากจะไม่ส่งเสริมความรู้ความสามารถแล้ว ยังส่งผลเสียต่อร่างกาย อารมณ์ หรือความรู้สึกอีกด้วย ทางที่ดีควรให้ลูกเล่นโทรศัพท์มือถือเมื่อถึงวัยที่เหมาะสมจะดีที่สุด …

แนะนำกิจกรรมสำหรับการฝึกฝนสมาธิให้แก่ลูกน้อย ควรทำกิจกรรมประเภทใดบ้าง?

การฝึกฝนสมาธิให้แก่ลูกน้อย

ในปัจจุบันจะเห็นได้ชัดเลยว่า เด็กส่วนใหญ่จะมีสมาธิที่สั้นลงอย่างเห็นได้ชัด และไม่สามารถทำอะไรนาน ๆ ได้ สำหรับบ้านไหนที่มีเด็กย่างเข้าสู่วัย 2 ขวบเป็นต้อนไป ควรเลือกหากิจกรรมทำกับลูกน้อย เพราะเด็กในช่วงวัยนี้จะอยากเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวมากยิ่งขึ้น หากพ่อแม่ไม่ให้ความร่วมมือ หรือไม่ทำกิจกรรมร่วมกับลูกน้อย และปล่อยให้เด็กอยู่กับหน้าจอมากเกินไป จะส่งผลต่อความสามารถ และพัฒนาการทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และการเข้าสังคมของเด็กด้วยเช่นกัน ลูกสมาธิสั้น ติดหน้าจอมากเกินไปทำอย่างไรดี? เชื่อว่าหลาย ๆ บ้านจะต้องประสบปัญหาลูกสมาธิสั้น หรือติดหน้าจอมากเกินไปอย่างแน่นอน เพราะพ่อแม่บางบ้านไม่สามารถอยู่กับลูกได้ตลอดเวลา ทั้งนี้การแก้ปัญหาที่ดีที่สุด คือ หากิจกรรมอื่น ๆ มาทำร่วมกับเด็ก เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจได้มากที่สุด โดยกิจกรรมต่าง ๆ ควรเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมได้ทั้งด้านของร่างกาย ความคิด และสติปัญหา เพื่อช่วยให้เด็กเสริมสร้างพัฒนาการในทุกด้านได้ดีขึ้นกว่าเดิม แนะนำกิจกรรมที่จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการ และฝึกสมาธิได้ดีที่สุด ต้องบอกเลยว่ากิจกรรมที่พ่อแม่สามารถทำร่วมกับลูกได้นั้น มีกิจกรรมให้เลือกมากมาย และกิจกรรมต่าง ๆ ล้วนส่งเสริมพัฒนาการให้แก่เด็กได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็น พัฒนาการทางด้านร่างกาย ความคิด การเคลื่อนไหว และพัฒนาการในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ที่รับรองได้เลยว่าจะช่วยให้เด็กมีสมาธิ และเติบโตได้อย่างมีคุณภาพแน่นอน …

เคล็ดลับการเลี้ยงลูกน้อยให้แข็งแรงตั้งแต่ในครรภ์ เริ่มต้นง่าย ๆ ที่ตัวคุณแม่

การบำรุงครรภ์

สำหรับคุณแม่คนไหนที่กำลังตั้งครรภ์อยู่นั้น เชื่อได้เลยว่าจะต้องดีใจและตื่นเต้นอย่างแน่นอน เพราะจากที่เราเคยตัวคนเดียว แต่วันหนึ่งกลับมีเด็กมาอยู่ในท้องของเรา ดังนั้นสิ่งที่คุณแม่มือใหม่ทุกคนจะต้องคำนึงถึงเป็นอย่างแรก คงจะหนีไม่พ้นในเรื่องของการเตรียมพร้อมในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ตัวเองมีความแข็งแรง แถมยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ลูกน้อยในครรภ์ได้อีกด้วย ทั้งในเรื่องของการดูแลตนเอง การออกกำลังกายแบบเบา ๆ การหาความสุขให้ตัวเอง รวมทั้งในเรื่องของอาหารการกินต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน โภชนาการสำหรับคุณแม่ สิ่งสำคัญในการบำรุงครรภ์ โภชนาการ หรือการรับประทานอาหารของคุณแม่ ถือเป็นปัจจัยสำหรับในการบำรุงครรภ์ หรือลูกน้อยในครรภ์เลยก็ว่าได้ เพราะอาหารที่คุณแม่รับประทานไปทั้งหมด จะส่งผลต่อลูกโดยตรง ทำให้คุณแม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารที่ดี และมีประโยชน์ เพื่อช่วยให้ลูกน้อยแข็งแรง และสมบูรณ์ อีกทั้งยังช่วยเสริมพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ให้แก่ลูกน้อยได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเสริมสร้างพัฒนาการตั้งแต่ในครรภ์เลยทีเดียว สารอาหารที่คุณแม่ควรได้รับขณะตั้งครรภ์ คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ทุกคนจำเป็นต้องได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน และมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพื่อให้สารอาหารเหล่านั้นไปบำรุงลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ และควรงดรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่ไม่มีประโยชน์ เพราะจะส่งผลต่อร่างกายและพัฒนาการของลูกน้อยได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นไปดูกันเลยว่า สารอาหารสำคัญที่คุณแม่ควรได้รับขณะตั้งครรภ์ มีอะไรบ้าง และนอกจากนี้คุณแม่ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในทุก ๆ มื้อ เพื่อเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยเพิ่มสุขภาพที่ดีให้แก่ตัวคุณแม่เอง และลูกน้อย ให้มีความแข็งแรง สมบูรณ์ และที่สำคัญยังช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของลูกน้อยได้ดีมากกว่าเดิมอีกด้วย