
โรคออทิสติกเป็นโรคที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวของเรา โรคนี้เป็นโรคที่ละเอียดอ่อน และต้องใช้เวลาในการรักษา ที่สำคัญคนในครอบครัวต้องมีความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรค และเอาใจใส่ต่อการรักษาอย่างจริงจัง ซึ่งการรักษาออทิสติกในปัจจุบันนี้มีความก้าวหน้ามากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก และผลการรักษาก็ออกมาเป็นที่น่าพอใจเช่นเดียวกัน
เข้าใจและเรียนรู้เรื่องออทิสติกเพื่อการรักษาออทิสติกที่ถูกวิธี
ออทิสติกเป็นโรคที่เกิดความผิดปกติกับร่างกายทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการสื่อสาร ด้านการเข้าสังคม และด้านการเล่น โดยเด็กที่เป็นโรคนี้จะเกิดปัญหาต่าง ๆ เช่น พูดช้า หรือพูดภาษาแปลก ๆ ทำตามคำสั่งง่าย ๆ ไม่ได้ ปรับตัวยาก พูดไม่สบตา ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ชอบเล่นคนเดียว ไม่เข้ากลุ่มกับเพื่อน บางครั้งอาจมีพฤติกรรมก้าวร้าว หรือชอบส่งเสียงกรี๊ด โรคนี้เกิดจากภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ และพันธุกรรม การรักษาออทิสติกที่ถูกวิธีจะต้องรักษาตั้งแต่แรกเริ่มเพื่อให้ได้ผลที่ดี และต้องรักษาอย่างต่อเนื่องด้วย ซึ่งการที่จะรู้ว่าลูกของเราเป็นโรคนี้หรือไม่นั้นต้องใช้การวินิจฉัยทางการแพทย์เท่านั้น
การรักษาออทิสติกอย่างถูกวิธีเพื่อชีวิตที่ดี
- การรักษาออทิสติกแบบใช้การกระตุ้นพัฒนาการ เป็นการรักษาที่มีความสำคัญมากที่สุด โดยใช้การกระตุ้นผ่านระบบประสาทรับความรู้สึก กิจกรรมการบำบัด และการฝึกพูด โดยต้องได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของแต่ละสาขาอย่างต่อเนื่อง
- การรักษาออทิสติกแบบใช้การปรับพฤติกรรม วิธีนี้จะเน้นใช้กับเด็กที่มีภาวะก้าวร้าว อารมณ์รุนแรง โดยใช้เพื่อลดพฤติกรรมอันตราย อย่างเช่นการทำร้ายร่างกายตัวเองอย่างการโขกศีรษะ รวมไปถึงใช้ในเด็กที่มีข้อจำกัดทางการสื่อสาร โดยผู้ปกครองต้องได้รับการฝึกทักษะการสื่อสารนี้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยบำบัดอาการของเด็กอีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน
- การรักษาออทิสติกโดยการใช้ยา วิธีนี้เป็นวิธีที่ช่วยในการควบคุมสารในสมองให้สมดุล เพื่อไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน โดยจะพิจารณาตามอาการ ยาบางประเภทใช้เพื่อควบคุมอาการก้าวร้าว ในขณะที่ยาอีกประเภทจะใช้ควบคุมภาวะการขาดสมาธิ โดยขณะที่ให้ยาต้องมีการประเมินผลข้างเคียงของหารใช้ยาด้วย และต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด
แม้ว่าโรคออทิสติกจะเป็นโรคที่เราไม่สามารถป้องกันได้ แต่เราสามารถรักษาและบำบัดอาการให้ดีขึ้นได้ เพียงแค่เรายอมรับ และให้ความสำคัญกับการรักษาออทิสติกอย่างถูกวิธี โดยพ่อแม่ หรือผู้ปกครองต้องเป็นแกนหลักในการเข้าใจโรค และรักษาอย่างจริงจัง และต่อเนื่องด้วยความเอาใจใส่ เพื่อให้พัฒนาการของลูกน้อยกลับมาเจริญเติบโตได้ทัดเทียมกับภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

